Blogroll

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ China. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ China. แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

China Sees 7% as Bottom-Line Growth Tolerable in Slowdown

China Sees 7% as Bottom-Line Growth Tolerable in Slowdown

Premier Li Keqiang’s government sees 7 percent growth as the bottom line for tolerance of an economic slowdown, Chinese news organizations reported, signaling the nation will act to support expansion if needed.
Expansion below 7 percent won’t be tolerated because China needs to achieve a moderately prosperous society by 2020, according to a commentary published July 21 by the official Xinhua News Agency and credited to reporter Wang Yuewei. Li said at a recent meeting with economists that 7 percent is the “bottom line” and the nation can’t allow growth below that, the Beijing News reported today.
Chinese stocks headed for their biggest gain since July 11 amid optimism that the government won’t let expansion slow too much after gross domestic product rose 7.5 percent in the second quarter from a year earlier, the same pace as China’s official target for this year. Li previously said the government shouldn’t let growth and employment fall below lower limits that he didn’t specify.
“The comments confirmed that the government’s acceptable range for growth this year is between 7 percent and 7.5 percent,” said Chang Jian, a Hong Kong-based economist at Barclays Plc who formerly worked for the World Bank. “As economic growth is slowing to below 7.5 percent, the government policy’s focus is gradually shifting to stabilizing growth.”
The Shanghai Composite Index (SHCOMP) rose 1.7 percent at 2:02 p.m. local time.

Lower Limit

Other parts of the reports may add to confusion on the government’s tolerance for a slowdown. The Xinhua commentary said 7.5 percent is the “lower limit” for growth this year while the Beijing News reported Li said the “lower limit” for China’s GDP expansion is 7.5 percent. The articles didn’t elaborate on the difference between a “lower limit” and a “bottom line.”
Finance Minister Lou Jiwei said in a press briefing in Washington on July 11 that growth as low as 6.5 percent may be tolerable in the future. While the government in March set a 2013 growth goal of 7.5 percent, Lou said he’s confident 7 percent can be achieved this year.
Xinhua later amended its English-language report on Lou to say there’s no doubt that China can achieve this year’s growth target of 7.5 percent.
Shen Jianguang, chief Asia economist at Mizuho Securities Asia Ltd. in Hong Kong, said 7.5 percent is the lower limit for growth this year and 7 percent is the boundary starting next year. The government is already trying to support expansion in 2013 with spending on railways, city infrastructure and environmental protection, Shen said.
Resource from: 
By Bloomberg News - Jul 23, 2013 1:10 PM GMT+0700

วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ศาลจีนตัดสินประหารชีวิตอดีตรัฐมนตรีกระทรวงรถไฟ ในข้อหาทุจริตและรับสินบน

 ศาลจีนตัดสินประหารชีวิตอดีตรัฐมนตรีกระทรวงรถไฟ 
ในข้อหาทุจริตและรับสินบน
นายหลิว ฉือจุน ถูกกล่าวหาว่ารับเงินสินบนทั้งสิ้นกว่า 64 ล้านหยวน (ราว 320 ล้านบาท)ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา อัยการกล่าวว่านายหลิว รับเงินสินบนก้อนใหญ่เพื่อแลกกับการให้สัมปทานโครงการรถไฟความเร็วสูงอย่างผิดกฎหมาย และถูกขับออกจากพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว

อย่างไรก็ดี แม้ศาลในกรุงปักกิ่งจะตัดสินให้นายหลิวต้องรับโทษประหารชีวิต แต่คาดว่าศาลจะพิจารณาลดโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต

ทั้งนี้ นายหลิวนับเป็นเจ้าหน้าที่รัฐบาลระดับสูงที่สุดที่ถูกตัดสินให้มีความผิดในข้อหาทุจริต นับตั้งแต่นายสี จิ้นผิง ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีนคนใหม่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยนายสีให้คำมั่นที่จะปราบปรามการทุจริตในพรรคคอมมิวนิสต์ในทุกระดับ

โครงการรางรถไฟความเร็วสูงที่นายหลิวเคยดูแลอยู่นั้น ถือเป็นโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นโครงการอื้อฉาวที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการโกงกินกันอย่างมโหฬารและก่อหนี้มหาศาล ข่าวอื้อฉาวเรื่องเงินสินบนนี้ถูกขุดคุ้ยหลังเกิดเหตุรถไฟชนกันเมื่อ 3 ปีก่อนทางตะวันออกของจีนซึ่งมีผู้เสียชีวิต 40 คน

โดยในระหว่างการไต่สวน อัยการกล่าวแย้งว่า นายหลิวได้ช่วยเหลือให้บุคคล 11 ราย ได้รับสัมปทานรถไฟความเร็วสูงโดยแลกกับเงินสินบน การกระทำดังกล่าวส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อเงินภาษีของประชาชนและผลประโยชน์ของประเทศ

นายหลิวเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงรถไฟเมื่อปี 2003 และมีส่วนร่วมในการอนุมัติโครงการขยายเครือข่ายรถไฟทั่วประเทศมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อเดือนก.ค. 2011 เกิดเหตุรถไฟชนกันใกล้เมืองเหวินโจว ทางภาคตะวันออก ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 40 ราย และบาดเจ็บกว่า 172 คน ที่เป็นเหตุให้มีการขุดคุ้ยหลักฐานกระทั่งพบว่ารายงานบัญชีการเงินอย่างน้อย 2 ฉบับ เมื่อปี 2010 และเดือนมีนาคม 2012 ระบุหลักฐานของการทุจริต ตัวเลขในบัญชี และการจัดหาเงินทุนที่ผิดปกติ


วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

China's economy might be No 1 in 2030

China's economy might be No 1 in 2030


China's economy will become twice as big as that of the United States and larger than both theUS and the EU combined within just 17 years, according to one of China's leading economists.
Hu Angang, dean of the Institute for Contemporary China Studies, one of China's leading thinktanks, makes the prediction in his new book, China 2030.
The book, already out in Chinese and to be published in English next month, is likely to attractmajor interest around the world.
His forecast - which also sees China becoming the biggest economy by 2020 - is the boldestand most optimistic prediction yet about China's economic future.
It also comes at a time when there are concerns about China's short-term prospects with GDPgrowth slower than expected in the first quarter at 7.7 percent, down from 7.9 percent in thefinal quarter of last year.
China still has a hurdle to cross just to overtake the US, with China's $8.23 trillion nominal GDPbeing just over half (52 percent) of the US' $15.68 trillion in 2012, according to the InternationalMonetary Fund.
However, the likelihood of matching the US sooner rather than later has certainly increasedsince Goldman Sachs made its forecast in 2006 that China will be the biggest economy by2025.
Resource from:

วันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ไทยขึ้นแท่นอันดับ 1 ของประเทศที่คนเซี่ยงไฮ้เลือกไปเที่ยวมากที่สุด

ไทยขึ้นแท่นอันดับ 1 ของประเทศ
ที่คนเซี่ยงไฮ้เลือกไปเที่ยวมากที่สุด

ท่องเที่ยวไทยมาแรงมากมาย.. แซงหน้า “4 สหาย” ประเทศสำคัญ
ประเทศไทยยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับแรกที่โดนใจคนเซี่ยงไฮ้ในปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเซี่ยงไฮ้แบบกรุ๊ปทัวร์เดินทางไปไทยมากที่สุดเป็นอันดับ 1 แซงหน้าประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศสตามลำดับ โดยตลอดทั้งปี ค.ศ. 2012 ร้อยละ 82 ของนักท่องเที่ยวเซี่ยงไฮ้เดินทางไปประเทศอาเซียน (สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ยังได้รับความสนใจน้อย) เนื่องจากการเดินทางค่อนข้างสะดวก
ข้อมูลจากงานสัมมนาในงานนิทรรศการท่องเที่ยวโลก 2013 (Shanghai World Travel Fair 2013) ซึ่งจัดขึ้นในนครเซี่ยงไฮ้เมื่อวันที่ 9 – 12 พ.ค. 2556 พบว่าในปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวเซี่ยงไฮ้เดินทางไปไทยมากถึง 331,828 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึงร้อยละ 74 ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 4 ของนักท่องเที่ยวเซี่ยงไฮ้ที่เดินทางออกไปต่างประเทศ ขณะที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 76 จากปี ค.ศ. 2011 (ตัวเลขขยายตัวขึ้นมาก เนื่องจากปีดังกล่าวญี่ปุ่นประสบเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิ ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงอย่างมาก) และมีนักท่องเที่ยวเซี่ยงไฮ้เดินทางไปสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 2012 รวม 102,825 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้ามากถึงร้อยละ 101
สมาชิกจากองค์กรท่องเที่ยวโลกของสหประชาชาติให้ข้อมูลว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจีนไปไทยเพิ่มขึ้นมีส่วนมาจากภาพยนตร์คอมเมดี้เรื่อง“Lost in Thailand” ขณะที่เพลง“Gangnam Style” และแหล่งช้อปปิ้งน่าจะช่วยดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวจีนที่เปลี่ยนแผนจากการไปญี่ปุ่นเป็นท่องเที่ยวเกาหลีใต้แทน
นอกจากนี้ เมื่อช่วงก่อนหน้าที่จีนและญี่ปุ่นมีข้อพิพาทเรื่องเกาะเตี้ยวหยู(钓鱼岛)ในเขตทะเลจีนตะวันออก ส่งผลให้ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ค.ศ. 2012 ประเทศไทยและเกาหลีใต้ได้รับความนิยมมากขึ้นในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน
ไทยอย่าชะล่าใจ.. รักษาคุณภาพไว้อย่าให้ใครแซง
แม้ว่าปัจจุบันไทยจะครองอันดับ 1 ในจุดหมายการท่องเที่ยวที่กลุ่มคนจีน (รวมถึงคนเซี่ยงไฮ้) สนใจมากที่สุด แต่ไทยก็ยังไม่ควรจะชะล่าใจ เนื่องจากมีรายงานว่า พฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนเซี่ยงไฮ้เริ่มเปลี่ยนไป โดยมักใช้เวลานานมากขึ้นในการท่องเที่ยวแต่ละครั้ง และนิยมเดินทางไปประเทศที่ไกลมากขึ้นกว่าแต่ก่อน จะเห็นได้จากสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศสติด 1 ใน 5 อันดับที่คนเซี่ยงไฮ้สนใจไปท่องเที่ยวมากขึ้นเป็นครั้งแรกโดยยุโรปและสหรัฐอเมริกากำลังเป็นจุดหมายปลายทางใหม่ที่นักท่องเที่ยวเซี่ยงไฮ้ส่วนหนึ่งสนใจไปแม้จะไม่ใช่ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวก็ตาม ซึ่งอาจจะเข้ามากินส่วนแบ่งตลาดกับกลุ่มประเทศในเอเชียที่เดิมเคยมีความได้เปรียบจากการที่อยู่ไม่ไกลจากจีนมากนัก
ดังนั้น ประเทศไทยจึงควรจะพัฒนาจุดเด่นด้านการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยควรรักษาภาพลักษณ์ คุณภาพการท่องเที่ยว ตลอดจนโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวหรือโปรแกรมท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่หลากหลายหรืออาจมีระยะเวลาอยู่ในไทยนานขึ้นกว่าเดิม เพื่อตอบสนองกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงอย่างชาวเซี่ยงไฮ้และเมืองใหญ่ๆ หรือมณฑลหลักของจีน เช่น แหล่งช้อปปิ้งหรูใจกลางเมือง โรงแรม/รีสอร์ทหรูในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เส้นทางการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรมที่ให้ความรู้ที่น่าสนใจแก่นักท่องเที่ยวจีน แหล่งเที่ยวท่องทางสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติและนิเวศวิทยา เป็นต้น รวมถึงควรติดตามศึกษาพฤิตกรรมของนักท่องเที่ยวจีน เพื่อรักษาและเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของนักท่องเที่ยวจีน โดยไม่แพ้ให้กับหลายประเทศทั่วโลกที่กำลังสร้างกลยุทธ์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนเป็นการเฉพาะ

Refrom From:
http://www.thaibizchina.com/thaibizchina/th/china-economic-business/result.php?IBLOCK_ID=69&SECTION_ID=464&ELEMENT_ID=12653

จีนประกาศยกเลิก 24 กฎระเบียบและ 25 ขั้นตอนอนุมัติ..หวังกระตุ้นการลงทุนจากต่างชาติ.

จีนประกาศยกเลิก 24 กฎระเบียบและ 25 ขั้นตอนอนุมัติ..
หวังกระตุ้นการลงทุนจากต่างชาติ
 สำนักงานบริหารเงินตราต่างประเทศแห่งชาติจีน (The State Administration of Foreign Exchange : SAFE) เดินหน้าอำนวยความสะดวกให้กับการลงทุนจากต่างชาติอีกครั้งเมื่อเร็วๆ นี้ ด้วยการยกเลิกกฎระเบียบเกี่ยวกับการบริหารเงินตราต่างประเทศของการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติรวม 24 รายการ
ต่างชาติลงทุนง่าย.. ด้วยนโยบายยกเลิก 24 กฎระเบียบ
ตั้งแต่วันที่ 17 ธ.ค. 2555 เป็นต้นมา SAFE ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนต่างชาติ โดยยกเลิกขั้นตอนการอนุมัติต่างๆ รวม 35 รายการ และลดขั้นตอนการอนุมัติบางส่วนให้ง่ายขึ้นรวม 14 รายการ ซึ่งถือเป็นการยกระดับการบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศของการลงทุนต่างชาติให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2556 SAFE ได้ประกาศกฎระเบียบใหม่เพิ่มเติมจากสิ้นปีที่ผ่านมา โดยได้ยกเลิกกฎระเบียบเกี่ยวกับการบริหารเงินตราต่างประเทศของการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติรวม 24 รายการ ซึ่งครอบคลุมถึงการขึ้นทะเบียนเงินตราต่างประเทศ การโอนหุ้น การแปลงเงินทุนเป็นสกุลหยวน การเคลียร์งบการเงิน ตลอดจนการอนุมัติการแปลงค่าเงินภายใต้บัญชีทุน และการบริหารการขึ้นทะเบียนหนี้ต่างประเทศ เป็นต้น โดยมีผลบังคับทั่วประเทศจีนตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค. 2556 เป็นต้นไป ซึ่งการประกาศดังกล่าวจะช่วยให้ระเบียบด้านการบริหารเงินทุนจากต่างประเทศของจีนมีความง่ายขึ้น ชัดเจนขึ้น มีมาตรฐานและมีความเป็นระบบมากขึ้น
นาหลู จิ้นหย่ง(卢进勇) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) ของมหาวิทยาลัยธุรกิจและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ณ กรุงปักกิ่งกล่าวว่า การยกเลิกกฎระเบียบเหล่านี้อาจไม่ส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจจีน แต่เป็นเพียงตอบสนองข้อเรียกร้องของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาสภาพการณ์ FDI ของจีนในปัจจุบัน และจะช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจของวิสาหกิจต่างชาติ
นโยบาย “ยกเลิก + ถ่ายโอนอำนาจ” อนุมัติงาน.. ครอบคลุม 25 รายการอนุมัติการลงทุน
หลังผ่านการปฏิรูประบบอนุมัติงานบริหารราชการถึง 6 รอบตลอดช่วงที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีจีนได้ยกเลิกและปรับปรุงการอนุมัติงานบริหารแล้วทั้งสิ้น 2,497 รายการ โดยในช่วงการประชุมสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีนชุดที่ 12 ครั้งที่ 1 เมื่อเดือน มี.ค. 2556 ที่ผ่านมา นายหลี่ เค่อเฉียง(李克强)นายกรัฐมนตรีจีนประกาศว่า ปัจจุบันขั้นตอนการอนุมัติงานบริหารราชการของทุกฝ่ายในคณะรัฐมนตรีจีนยังมีอีกกว่า 1,700 รายการ โดยตลอดช่วงการทำงานของคณะรัฐบาลชุดปัจจุบัน มีความตั้งใจจะลดขั้นตอนการอนุมัติลงให้ได้มากกว่า 1 ใน 3 ของรายการที่ยังเหลืออยู่
ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2556 เว็บไซต์รัฐบาลจีน www.gov.cn ได้ประกาศข้อมูลการยกเลิกและถ่ายโอนอำนาจการอนุมัติงานบริหารราชการรวมทั้งสิ้น 133 รายการ ตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจีนเมื่อวันที่ 24 เม.ย. และวันที่ 6 พ.ค. 2556 โดยครอบคลุมถึงการยกเลิกและถ่านโอนอำนาจขั้นตอนอนุมัติด้านการลงทุนรวม 25 รายการ
ทั้งนี้ การประกาศดังกล่าวจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับวิสาหกิจต่างชาติที่จดทะเบียนสำนักงานตัวแทนถาวรในจีน โดยหากต้องการลงทุนในกิจการขยายสนามบิน รถไฟฟ้าใต้ดิน การวางท่อก๊าซและน้ำมัน พลังงานลม พลังงานน้ำ และแร่หายาก เป็นต้น ก็จะสามารถติดต่อตรงกับรัฐบาลท้องถิ่น โดยไม่จำเป็นจะต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐบาลกลางอีก
ต่างชาติยังสำคัญ.. รัฐบาลจีนดันการลงทุนต่อเนื่อง
จากข้อมูลข้างต้น การที่ภาคส่วนต่างๆ ของทางการจีนได้ประกาศยกเลิกกฎระเบียบและขั้นตอนการอนุมัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนจากต่างชาติเพื่ออำนวยความสะดวก สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับวิสาหกิจต่างชาติในการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของจีนเช่นกัน ซึ่งส่วนหนึ่งอาจมีปัจจัยมาจากการที่ปริมาณการลงทุนของต่างชาติ (FDI) ในปี 2555 ลดลงจากปีก่อนหน้าถึงร้อยละ 3.7 เหลือเพียงมูลค่า 111,720 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นการลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา
อย่างไรก็ดี จากสถิติของกระทรวงพาณิชย์จีนพบว่า FDI ในจีนช่วงไตรมาสแรกของปีนี้เท่ากับ 29,905 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 1.44 โดย FDI ของเดือน ก.พ. และเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 6.3 และร้อยละ 5.65 ตามลำดับ ซึ่งอาจเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากการดำเนินนโยบายเกี่ยวกับผ่อนปรนข้อจำกัดด้านการใช้เงินทุนต่างชาติ และการยกเลิกขั้นตอนบริหารจัดการการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติบางส่วนเมื่อช่วงปลายปี 2555 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ การดำเนินโยบายยกเลิกกฎระเบียบ ยกเลิกขั้นตอนการอนุมัติ และการผ่อนปรนในด้านต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ยังสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐบาลในการเพิ่มความโปร่งใสและลดการคอร์รัปชั่นที่อาจเกิดขึ้นจากขั้นตอนการทำงานของแต่ละหน่วยงานราชการที่ตนเองมีอำนาจอนุมัติอยู่ รวมถึงเป็นการปรับเปลี่ยนให้ระบบการบริหารภาคเศรษฐกิจภาพรวมของจีนมีความทันสมัยมากขึ้น เพื่อเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนและลดการแทรกแซงของภาครัฐให้น้อยลงด้วย
นอกจากนี้ การที่รัฐบาลกลางถ่ายโอนอำนาจให้ภาครัฐท้องถิ่นสามารถอนุมัติโครงการลงทุนสาธารณูปโภคที่สำคัญบางรายการได้โดยตรง เช่น สนามบิน รถไฟฟ้าใต้ดิน และการวางท่อก๊าซและน้ำมัน เป็นต้น สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายดึงดูดการลงทุนในสาขาที่จีนต้องการให้ต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมได้เป็นอย่างดี
สำหรับธุรกิจไทยที่กำลังสนใจเข้าไปลงทุนในประเทศจีนนั้น เชื่อว่าโยบายยกเลิกกฎระเบียบ ยกเลิกขั้นตอนการอนุมัติดังกล่าวข้างต้น จะมีส่วนช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ธุรกิจไทยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการนำเงินลงทุนเข้าไปในประเทศจีนที่จะมีความยุ่งยากน้อยลง ทั้งนี้ ธุรกิจไทยควรติดตามนโยบายเกี่ยวกับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติของจีนอย่างต่อเนื่อง และอาจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากธนาคารที่ให้บริการธุรกรรมการเงินระหว่างไทย – จีน รวมถึงควรตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานจีนที่เกี่ยวข้องอีกครั้งว่า สาขาอุตสาหกรรมที่สนใจลงทุนในจีนอยู่ในขอบข่ายของนโยบายการยกเลิกกฎระเบียบและขั้นตอนอนุมัติข้างต้นหรือไม่ อย่างไร 

Resource from:
http://www.thaibizchina.com/thaibizchina/th/china-economic-business/result.php?IBLOCK_ID=69&SECTION_ID=479&ELEMENT_ID=12711