Blogroll

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไปรษณีย์ไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไปรษณีย์ไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ตอนที่ 4 มหัศจรรย์ 130 ปี ไปรษณีย์ไทย : Miracle of 130th anniversary of Thailand post ตอนที่ 4: เคล็ดลับการบริหารกับความสำเร็จของบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด

มหัศจรรย์ 130 ปี ไปรษณีย์ไทย :

 Miracle of 130th anniversary of Thailand post ตอนที่ 4: 

 เคล็ดลับการบริหารกับความสำเร็จของ Thailand Post.

      กิจการซึ่งมีอายุยาวนานกว่า 125 ปี และประสบปัญหา "ขาดทุน" มาโดยตลอด ไม่มีใครคาดคิดว่าภายหลังการแปรสภาพและแยกตนเองออกจาก "การสื่อสารแห่งประเทศไทย" มาเป็น "บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด" เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2546 แล้ว องค์กรแห่งนี้จะอยู่รอดได้อย่างไร หากไม่มีรายได้จากกิจการโทรคมนาคมมาอุดหนุนเหมือนในอดีต


      แม้เมื่อครั้งที่รัฐบาลมีมติให้แปรรูปเป็นบริษัทจะตั้งงบประมาณหลายร้อยล้านบาทเผื่อไว้สำหรับอุดหนุนอุ้มชูกิจการในกรณีฉุกเฉิน แต่ใครจะเชื่อว่า ตลอด 7 ปีที่ผ่านมาหลังแปรสภาพแยกตัวออกมาเลี้ยงตัวเอง "บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด" ไม่เพียงไม่เคยต้องเบิกงบประมาณก้อนดังกล่าวมาใช้เลยแม้แต่บาทเดียว ยังสามารถทำกำไรได้ตั้งแต่ปีแรกด้วยซ้ำไป โดยในปี 2547 มีกำไรถึง 229 ล้านบาท หรือกับปี 2552 ก็มีกำไรสุทธิมากถึง 900 ล้านบาท และเคยมีกำไรสูงที่สุดถึง 1,250 ล้านบาท ในปี 2550 อีกด้วย ที่สำคัญยิ่งกว่า รายได้รวมกว่า 15,000 ล้านบาท ล้วนทำมาหาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง ไม่ได้พึ่งพิงสัมปทานใด ๆ อีกต่างหาก  สำหรับผลประกอบการบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด 
     ในปี 2555 สามารถประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายมีรายได้รวมทั้งสิ้น 18,256 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นรายได้สูงสุดในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่การก่อตั้งเป็นบริษัทไปรษณีย์ โดยมีกำไรสุทธิ 1,134 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นจากปี 2554 ถึง 826 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 270 จากการขยายตัวของธุรกิจขนส่งที่โตขึ้นสามเท่าตัว และสร้างรายได้เป็นอันดับสองที่มูลค่า 7,121 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามกลไกและทิศทางของตลาด อาทิ บริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษ หรือ ems บริการขนส่งสิ่งของในตลาดพาณิชอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีคอมเมิร์ซ และขนส่งสิ่งของขนาดใหญ่โลจิสติกส์ ขณะที่ธุรกิจสื่อสารที่เป็นการส่งจดหมาย เอกสารงานองค์กร ยังคงมีรายได้สูงสุดที่ 8,477 ล้านบาท รองลงมาเป็นธุรกิจค้าปลีกที่สร้างรายได้ 1,118 ล้านบาท และธุรกิจการเงิน 832 ล้านบาท ขณะที่ทิศทางธุรกิจในปี 2556 ตั้งเป้าจะมีรายได้ประมาณ 19,000 ล้านบาท และจะมีกำไรสุทธิประมาณ 1,200 ล้านบาท  ถือเป็นความมหัศจรรย์ที่เหนือความคาดหมายเป็นอย่างยิ่ง  โฉมหน้า "ไปรษณีย์ไทย" ในปัจจุบันยังสดใส ทันสมัยมากกว่าเดิมหลายเท่า 

     นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ อดีตกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้กล่าวว่า การมองเห็นแนวโน้มการลดลงของปริมาณการส่งจดหมายในแต่ละปีเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้บริษัทต้องปรับบริการให้สอดรับกับยุคสมัย แม้รายได้จากธุรกิจส่งจดหมายและไปรษณียบัตรในปัจจุบันจะยังคงมีสัดส่วนมากถึง 75% แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้ลูกค้าเริ่มนำ    อิเล็กทรอนิกส์เมล์และอิเล็กทรอนิกส์บิลมาใช้ทดแทนการส่งจดหมายบ้างแล้ว อีกทั้งทราฟฟิกการใช้บริการไปรษณีย์ยังขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจทำให้จำเป็นต้องเตรียมองค์กรไว้ล่วงหน้า
     "เครือข่ายการให้บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ" คือจุดแข็งของไปรษณีย์ไทย และเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาบริการ ใหม่ ๆ กลายมาเป็นกลุ่มธุรกิจใหม่ ด้านการขนส่งและการเงิน  "ไปรษณีย์ไทย" จึงไม่ใช่มีภารกิจแค่ส่งจดหมายหรือพัสดุขนาดเล็กเท่านั้น แต่รับส่งกระทั่งรถมอเตอร์ไซค์ ตู้เย็น เครื่อง ซักผ้า ทีวี ฯลฯ ที่มีน้ำหนักสูงสุดได้ถึง 200 กิโลกรัม ผ่านบริการที่เรียกว่า "โลจิสโพสต์" ที่ส่งตรงถึงหน้าบ้านลูกค้าเลย
      "หรือถ้าอยากเสียค่าบริการถูกหน่อย จะมารับที่ไปรษณีย์เองก็เลือกใช้บริการ โลจิสโพสต์พลัสได้ บริการนี้ได้รับความนิยมมาก เปิดมาไม่กี่ปีมีสัดส่วนรายได้ธุรกิจขนส่งทะลุ 10.5% ไปแล้ว และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง  จากแนวโน้มดังกล่าว "ไปรษณีย์ไทย" จึงมีการเปิดบริการใหม่อย่าง "เมสเซนเจอร์ โพสต์" ขึ้นมา ซึ่งไม่ได้แค่รับส่งเอกสารธุรกิจ แต่ยังให้บริการสั่งซื้อกระเช้าของขวัญ ช่อดอกไม้ และพวงหรีดพร้อม จัดส่งได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง
       อีกบริการที่โด่งดังมากคือ "อร่อยทั่วไทย สั่งได้ที่ไปรษณีย์ (YummyPost)" ที่ให้หนุ่มไปรษณีย์ส่งอาหารจากร้านดังทั่วไทยเกือบ 50 ร้าน ไม่ว่าจะเป็นแหนมเนืองร้านดังจากจังหวัดหนองคาย ลูกชิ้นปลาร้านดังจากภูเก็ต เป็นต้น รับประกันความอร่อย ส่งตรงถึงบ้านลูกค้า  อร่อยทั่วไทยสั่งได้ที่ไปรษณีย์อาจไม่ใช่บริการที่ทำเงินมากมายนัก แต่ช่วยได้มากเรื่องการสร้างแบรนด์ เพราะตั้งแต่เปิดบริการทำให้ชื่อไปรษณีย์ไทยถูกพูดถึงบ่อยครั้งด้วยความเชื่อมั่นในบริการ แม้แต่ของสดยังกล้าส่ง  บริการดังกล่าวยังคว้ารางวัลสุดยอดแคมเปญการตลาดแห่งปี 2009 จากสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย 
      โดยถือเป็นความพยายามฉีกกรอบข้อจำกัดในการขนส่ง ทั้งประเภท รูปแบบ และน้ำหนักของสิ่งของที่นำส่ง เพื่อสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า เขาเชื่อว่า แม้การเปิดเสรีจะผลักดันให้ไปรษณีย์ไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเข้าสนามแข่งขันกับบริษัทขนส่งระดับชาติ แต่เชื่อว่าไม่มีใครเข้าใจและรู้จักพื้นที่ในประเทศไทยได้ดีกว่า (บุรุษ)ไปรษณีย์ไทยอย่างแน่นอน  สุดท้ายแล้วแม้แต่ "คู่แข่ง" ก็ยังต้องเลือกใช้บริการของไปรษณีย์ไทยในการขนส่งพัสดุไปต่างจังหวัดอยู่ดี 

      "แต่จะให้เราไปเทียบชั้นยักษ์ใหญ่ขนาดนั้นคงลำบาก เขามีเครื่องบินเป็นของตัวเอง เราเป็นแค่บริษัทเล็ก ๆ ก็ต้องลงทุนแบบเล็ก ๆ ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป แต่ไม่เสี่ยง ไม่ขาดทุน" นายออมสินย้ำ


สำหรับบริการด้านการเงินในปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 6.4% ก็พัฒนาจากธนาณัติแบบเดิม เป็น "ธนาณัติออนไลน์" ที่ส่งเงินข้ามจังหวัดทั่วประเทศถึงมือผู้รับด้วยเวลาเพียง 15 นาที ทั้งต่อยอดพัฒนาระบบการให้บริการหน้าเคาน์เตอร์ในที่ทำการไปรษณีย์ให้มีขีดความสามารถด้านการชำระค่าบริการต่าง ๆ ด้วย ไม่ว่าการชำระค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบัตรเครดิต เป็นต้น ด้วยบริการ "pay@post"   
ล่าสุดต่อยอดไปถึงการจับมือกับพันธมิตรหลายบริษัท ทั้งยักษ์มือถือเอไอเอส และบริษัท เบญจจินดา เป็นต้น โดยอยู่ระหว่างเจรจากับคู่ค้าอีกหลายรายเพื่อให้บริการเติมเงินบริการโทรศัพท์มือถือ และชำระค่าโทรศัพท์มือถือแบบเรียลไทม์  และไม่ใช่เฉพาะให้บริการหน้าเคาน์เตอร์ไปรษณีย์เท่านั้น ก่อนหน้านี้ไปรษณีย์ไทยก็เคยร่วมมือกับ "ทรูมูฟ" ให้ "บุรุษไปรษณีย์" ที่ไปส่งจดหมายตามบ้านให้บริการเติมเงินมือถือของทรูมูฟได้แล้ว เรียกว่าเป็นบริการเติมเงินถึงบ้านลูกค้ากันเลยทีเดียว   ในเร็ว ๆ นี้ "บุรุษไปรษณีย์" ยังจะเป็นอะไรได้อีกหลากหลาย ทั้งตัวแทนขายประกันภัย ประกันอุบัติเหตุในราคาย่อมเยากับประชาชนโดยตรงอีกด้วย หลังจากได้รับใบอนุญาตจากกรมการประกันภัยแล้ว 

       นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงข่ายไอทีทั่วประเทศ หากเสร็จสมบูรณ์แล้ว เคาน์เตอร์บริการไปรษณีย์อัตโนมัติ (New CA POS) จะพร้อม เชื่อมโยงข้อมูลออนไลน์แบบเรียลไทม์ระหว่างที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่งรวมถึงแฟรนไชส์ "ร้านไปรษณีย์ไทย" ที่มีกว่า 30 แห่ง ซึ่งจะทำให้การต่อยอดบริการทางการเงินร่วมกับพันธมิตรได้หลากหลายรูปแบบยิ่งขึ้น อาทิ โครงการ "เคาน์เตอร์แสนสะดวก" ที่จับมือกับธนาคารกรุงไทยทดลองให้บริการ รับฝาก-ถอนเงิน ณ ที่ทำการไปรษณีย์ บางสาขา เพื่อเตรียมขยายสายธุรกิจใหม่ Agency Banking 
       "แม้ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม(ปี 2552) จีดีพีของประเทศติดลบ 3-4% กิจการไปรษณีย์ ชั้นนำของโลกหลายแห่งประสบภาวะขาดทุน ไปรษณีย์ไทยยังนับว่ามีสถานะทางการเงินที่ดีกว่ามาก สามารถฝ่าวิกฤตไปได้ โดยอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของพนักงานทั้งองค์กรเพื่อช่วยกันสร้างแบรนด์ไปรษณีย์ไทย โดยเรามีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะสร้างพลังแห่งบริการคุณภาพให้มีความเที่ยงตรงและมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อสร้างความประทับใจให้ลูกค้าและสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน"

       ในปี 2553 ไปรษณีย์ไทยจะมุ่งขยายฐานรายได้ในธุรกิจขนส่ง โดยจะร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงพาณิชย์ในการเป็นจุดกระจายผลไม้จากเกษตรกรไปถึงมือผู้บริโภคทั่วประเทศ โดยอาศัยศูนย์ไปรษณีย์ 14 แห่ง ที่กระจายอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ ร่วมถึงเข้าไปเป็นเครือข่ายผู้ประกอบการ SMEs ช่วยในการกระจายสินค้า
ทั้งหมดถือเป็นการต่อยอดธุรกิจจากแก่นความสามารถดั้งเดิมที่มีอยู่ นั่นคือบุคลากรที่มีใจรักองค์กร มีประสบการณ์ด้านการขนส่ง และมีเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศมากที่สุด 
 "ไปรษณีย์ไทย" จึงมาไกลกว่าจุดเริ่มต้นเดิมของตนเองมากนัก

Resource from:

ตอนที่ 3 มหัศจรรย์ 130 ปีไปรษณีย์ไทย : Miracle of 130th anniversary of Thailand post; บนเส้นทางสู่ "บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด"

บนเส้นทาง "บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด" 

 สู่ บริษัทระดับชาติ ก้าวข้ามพรหมแดน เพื่อคนไทย


มหัศจรรย์ 130 ปี ไปรษณีย์ไทย : Miracle of 130th anniversary
of Thailand post ตอนที่ 3 : 
แผนงานการพัฒนาและธุรกิจหลัก4 ธุรกิจหลักของไปรษณีย์ไทย

ปัจจุบันนี้ไปรษณีย์รับผิดชอบงานหลัก 4 ด้านคือ


1.งานสื่อสาร ได้แก่ จดหมาย และไปรษณียบัตร
2.งานขนส่ง เช่น พัสดุ และระบบลอจิสติก
3. การเงิน ดูแลงานธนาณัติ
4.งานค้าปลีก จัดจำหน่ายอากรแสตมป์ ของที่ระลึก และสินค้าต่าง ๆ 
ภายในสาขาของไปรษณีย์แผนงานต่าง ๆ ของบริษัทไปรษณีย์ไทย

โครงการระบบเคาน์เตอร์ไปรษณีย์อัตโนมัติ
เพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ ณ เคาน์เตอร์ รับฝากโดย การติดตั้งและพัฒนาระบบ โปรแกรมเคาน์เตอร์ ไปรษณีย์อัตโนมัติ ทั่วประเทศ ประมาณ1,200 ที่ทำการ เปิดให้บริการในรูปแบบ One Stop Service ลูกค้าสามารถใช้บริการได้ทุกประเภทในทุกช่องบริการ



แผนงานปรับปรุงระบบนำจ่ายไปรษณีย์ระยะที่ 2
เพื่อ พัฒนาระบบนำจ่ายไปรษณีย์และยกระดับคุณภาพบริการไปรษณีย์ รวมทั้งขจัดปัญหาไปรษณีย์ ตกค้าง โดยการปรับปรุงระบบการนำจ่ายไปรษณีย์ของที่ทำการไปรษณีย์ต่างๆ จำนวนทั้งสิ้น 550 ที่ทำการ

แผนพัฒนาระบบไปรษณีย์ออนไลน์
ปรับ เปลี่ยนระบบการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ ประมาณ 1,200 ที่ทำการ กับศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จากระบบออฟไลน์ผ่านคู่สายโทรศัพท์เป็นระบบออนไลน์ผ่านเครือข่ายความเร็วสูง

แผนพัฒนาระบบติดตามและตรวจสอบสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ (Track & Trace)
เพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามและตรวจสอบสิ่งของต่าง ๆ ที่จัดส่งทางไปรษณีย์ ให้ลูกค้าสามารถ ติดตามสถานะได้ว่าอยู่สถานที่ใด และคาดหมายกำหนดวันส่งถึงมือผู้รับได้ และสามารถติดตามและตรวจสอบผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา

แผนส่งเสริมการให้บริการรับชำระเงิน PAY AT POST
เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับเป็นตัวแทนรับชำระเงินให้แก่หน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานธุรกิจต่างๆ เพิ่มมาก

แผนติดตั้งตู้จำหน่ายหวยออนไลน์
เพื่อ ให้ประชาชนได้รับความสะดวกในการซื้อหวยออนไลน์ โดยที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศเป็นเครือข่ายของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จำหน่ายหวยออนไลน์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากมีเครือข่าย ทั่วประเทศ มีความพร้อมด้านสถานที่และระบบเครือข่ายออนไลน์

แผนจัดตั้งเฟรนไชส์ไปรษณีย์
เพื่อ ให้บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด มีสาขาในการให้บริการเพิ่มขึ้น อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการ โดยให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมให้บริการไปรษณีย์ในรูปแบบธุรกิจเฟรสไชส์ ไปรษณีย์ ซึ่งจะออกแบบให้มี รูปแบบทันสมัยมีเอกลักษณ์เฉพาะ

แผนพัฒนาการให้บริการรับส่งของพร้อมเก็บเงินที่บ้าน
เพื่อ อำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของลูกค้าผู้ใช้บริการในการส่งสิ่งของ / สินค้าไปให้แก่ผู้รับปลายทาง ซึ่งที่ทำการไปรษณีย์จะนำสิ่งของ / สินค้า ไปส่งพร้อมเก็บเงินถึงบ้านโดยไม่ต้องเดินทางไปรับสิ่งของและจ่ายเงิน ณ ที่ทำการไปรษณีย์ รวมถึงเป็นการเพิ่มศักยภาพในการจำหน่ายสินค้าชุมชุน 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ และสินค้าอื่นๆ ของผู้ประกอบการ ให้มีช่องทางในการจัดจำหน่ายได้สะดวกและคล่องตัวยิ่งขึ้นในการส่งสิ่งของ / สินค้าและเก็บเงินปลายทาง

แผนดำเนินงานบริการรับส่งและกระจายสิ่งของ / สินค้า (Logistics)
สนอง นโยบายของรัฐบาลที่ให้กิจการไปรษณีย์ขยายขอบเขตบริการไปสู่ภาคธุรกิจในการ รับส่งและกระจายสิ่งของ / สินค้า สนับสนุนโครงการ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ ของรัฐบาล และสนองความต้องการของลูกค้าที่มีความต้องการฝากส่งสิ่งของที่มีขนาดใหญ่ หรือน้ำหนักมากกว่าที่มีการให้บริการอยู่ในปัจจุบัน

แผนการจัดจำหน่ายสินค้า 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ ณ ที่ทำการไปรษณีย์
เพื่อ สนองนโยบายรัฐบาลในโครงการ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ ที่ทำการไปรษณีย์จะเป็นจุดจำหน่ายสินค้า 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ คือ การวางจำหน่ายสินค้าหากมีพื้นที่พอเพียง หรือจำหน่ายโดยมีแคตตาล็อคสินค้าให้ลูกค้าเลือก ทั้งสินค้าตามโครงการ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ และสินค้าอื่น ๆ ซึ่งลูกค้าสามารถใช้ที่ทำการไปรษณีย์เป็นช่องทางในการสั่งสินค้าและจัดส่ง สินค้าถึงผู้รับได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

แผนพัฒนาการให้บริการธนาณัติ WESTERN UNION ระบบออนไลน์
เพื่อ ให้บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สามารถโอนเงินระหว่างประเทศได้ทั่วโลกด้วยระบบออนไลน์ โดยเชื่อมระบบการรับ - จ่ายเงินธนาณัติกับ WESTERN UNION

ร้านสะดวกส่ง: “สุดท้ายทำเองดีกว่า”

การเปิดตัว “ร้านไปรษณีย์ไทย” ร้านแฟรนไชส์ของไปรษณีย์ไทย ที่ “ออมสิน ชีวะพฤกษ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทไปรษณีย์ไทย บอกถึงความฝันว่าอยากจะให้มีอยู่ทั่วประเทศเหมือนเซเว่น เอเลฟเว่น

ออมสิน บอกว่า การที่เปิด “ร้านไปรษณีย์ไทย” เพราะว่าที่ผ่านมามีผู้โทรมาร้องเรียนเกี่ยวกับความผิดพลาดของร้านที่เป็น แหล่งรับไปรษณียภัณฑ์จากผู้ใช้บริการแล้วมาส่งต่อให้ไปรษณีย์อีกที ซึ่งขาดมาตรฐาน ทำให้ไปรษณีย์ไทยไม่สามารถไปควบคุมได้

ร้านที่เข้าเป็นแฟรนไชส์ไปรษณีย์ไทย จะได้รับการวางระบบทุกอย่างจากไปรษณีย์ไทย ตั้งแต่วางระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อเชื่อมต่อกับศูนย์ไปรษณีย์ ซึ่งจะให้บริการลูกค้าได้ในทุกบริการแบบเดียวกับที่ทำการไปรษณีย์ ไม่ว่าจะเป็น การส่งธนาณัติออนไลน์ Pay At Post หรือการส่ง EMS ซึ่งไปรษณีย์ไทยจะส่งคนไปรับถึงที่ร้าน ระยะเวลาในการให้บริการไม่ล้าช้าไปกว่าไปรษณีย์ไทยให้บริการเอง

ตีพิมพ์ ปี 2551 (แต่เป็นการวิเคราะห์เบื้องหลังสำเร็จ)


Resource from :

http://www.brandage.com/Modules/DesktopModules/Article/ArticleDetail.aspx?tabID=2&ArticleID=1458&ModuleID=21&GroupID=474



ตอนที่ 2 มหัศจรรย์ 130 ปีไปรษณีย์ไทย : Miracle of 130th anniversary of Thailand post ; เบื้องหลังความสำเร็จ และ มหัศจรรย์ของ ไปรษณีย์ไทย !

ตอนที่ 2 มหัศจรรย์ 130 ปี ไปรษณีย์ไทย :

 Miracle of 130th anniversary of Thailand post 

เบื้องหลังความสำเร็จ และ มหัศจรรย์ของ ไปรษณีย์ไทย !


การดำเนินงานในรูปแบบรัฐวิสาหกิจภายใต้ชื่อ "การสื่อสารแห่งประเทศไทย" ยังคงสืบสานเจตนารมณ์ที่จะทำให้การติดต่อสื่อสารทั้งไปรษณีย์และโทรคมนาคมของไทย มีความเจริญพัฒนาก้าวไกล มีส่วนเสริมสร้างเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของคนไทย โดยกรมไปรษณีย์โทรเลขยังคงมีสถานะเป็นหน่วยงานราชการที่ทำหน้าที่ด้านนโยบาย และบริหารคลื่นความถี่วิทยุเช่นเดิม  การติดต่อสื่อสารทั้งไปรษณีย์และโทรคมนาคมของไทย มีความเจริญพัฒนาก้าวไกล มีส่วนเสริมสร้างเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของคนไทย โดยกรมไปรษณีย์โทรเลขยังคงมีสถานะเป็นหน่วยงานราชการที่ทำหน้าที่ด้านนโยบาย และบริหารคลื่นความถี่วิทยุเช่นเดิม

ตลอดระยะเวลา 25 ปี ของการสื่อสารแห่งประเทศไทย ภายใต้สังกัดกระทรวงคมนาคม กสท. ไม่เคยหยุดนิ่งต่อการพัฒนาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สร้างระบบเชื่อมโยงเครือข่าย พัฒนาคุณภาพบริการสื่อสารทั้งด้านไปรษณีย์และโทรคมนาคม ดังคำขวัญที่ว่า "เครือข่ายทั่วไทย โยงใยทั่วโลก" และเพื่อรองรับความก้าวหน้าที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง จึงเกิดอาคารสำนักงานใหญ่ที่ ถนนแจ้งวัฒนะ หลักสี่ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529
วันนี้กิจการไปรษณีย์ได้ก้าวมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกช่วงหนึ่งคือการแปลงสภาพการสื่อสารแห่งประเทศไทย มาจัดตั้งเป็นบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจภายใต้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2546
นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของประวัติศาสตร์การไปรษณีย์อีกครั้งหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของพนักงานที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และร่วมมือกันอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อการปฏิรูปกิจการไปรษณีย์ นำสู่บริการที่ตอบสนองทุกความต้องการของประชาชน เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน มีรายได้ที่เลี้ยงตัวเองเองได้ตลอดไป

เบื้องหลังแห่งความสำเร็จ ย้อนหลังไปไม่กี่ปี ใครจะไปกล้าคิดว่า ไปรษณีย์ไทยจะไม่ขาดทุน “ในชีวิตนี้อยากจะเห็นกิจการไปรษณีย์ไม่ขาดทุนสักครั้งหนึ่ง …” ธีระพงศ์ สุทธินนท์ ผู้ว่าการการสื่อสารแห่งประเทศไทยในสมัยนั้น ได้ประกาศตัวไว้ตั้งแต่ที่เขาเคยรับตำแหน่ง เมื่อตุลาคม 2542 ว่า เมื่อมีการแปลงสภาพ เขาสมัครใจที่จะไปอยู่บริษัทไปรษณีย์ไทย ที่เขาผูกพันและคลุกคลีมานาน ซึ่งเขาก็กลายเป็นซีอีโอคนแรกของ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ภายใต้การบริหารงานของ ซีอีโอ คนนี้ นับตั้งแต่ 14 ส.ค. 2546 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน เป็นช่วงเวลาช่วงเวลาเกือบ 3 ปี ก่อนที่เขาจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2549 นั้น ไม่ทำให้คนไปรษณีย์ผิดหวัง นั่นเพราะเขาสามารถพลิกวิกฤติ กิจการไปรษณีย์ที่ขาดทุนต่อเนื่องมาสู่การสร้างรายได้เลี้ยงตัวเองและมีกำไร โดยไม่ต้องพึงพาพี่เลี้ยงเหมือนเมื่อก่อน อีกต่อไป

....................................................................................

ธีระพงศ์ สุทธินนท์ กรรมการผู้จัดการบริษัทไปรษณีย์ไทย คนแรก
และผู้ว่าการการสื่อสารแห่งประเทศไทย คนสุดท้าย เริ่มทำงานครั้งแรกตั้งแต่เป็นกรมไปรษณีย์โทรเลข ในปี 2510 ก่อนที่จะมาเป็น กสท และแยกออกมา บริษัท ไปรษณีย์ จำกัด จนมาถึง 39 ปี ที่ได้ทำงานด้านไปรษณีย์เพียงอย่างเดียว แต่ผ่านมาแล้วถึง 3 สถานะ ตั้งแต่ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเป็นลูกจ้างบริษัท ซึ่งเขาจะเป็นซีอีโอคนสุดท้าย ที่เป็นพนักงานเพราะทันที่ที่เขาเกษียณอายุ ซีอีโอคนใหม่ที่เข้ามาแทนที่จะมีสถานะเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชน และมีสัญญาจ้างเป็นวาระ คราวละ 4 ปี

เขาทำอย่างไร?

หลังแยกตัวจาก กสท. ได้แค่ 4 เดือน กิจการ ปณท ยังคงประสบปัญหาขาดทุนกว่า 200 ล้านบาท ต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนแยกตัว เพราะต้องแบกภาระเงินเดือนพนักงานที่เพิ่มขึ้นปีละ 4 - 5% รวมทั้งต้นทุนการขนส่ง และรายจ่ายอื่นๆ ที่ทยอยปรับราคาขึ้น “ตอนนั้นราคาค่าส่งเราถูกมาก เพราะตั้งใจจะให้เป็นบริการสาธารณะ แต่พบว่าลูกค้าที่ใช้บริการเป็นกลุ่มบริษัทเอกชน (ใช้บริการเพื่อส่งจดหมายธุรกิจ) ซึ่งรัฐไม่จำเป็นต้องลดราคาเพื่อแบ่งเบาภาระ ก็เลยปรับขึ้นมา” นโยบายปรับราคาแสตมป์จาก 2 บาทเป็น 3 บาท ทำให้รายได้รวมกระเตื้องขึ้นบ้าง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะพากิจการพ้นวิกฤติภาวะขาดทุน ต่อมาในปี 2547 ปณท ปรับอัตราค่าธรรมเนียม ทำให้การดำเนินงานและรายได้เปลี่ยนไปในแง่บวก ได้ผลกำไรเป็นครั้งแรกจำนวนกว่า 300 ล้านบาท หลังจากนั้น ไปรษณีย์ไทยก็สร้างกำไรเติบโตต่อเนื่องตลอดมา ปีถัดมา 2548 มีการเติบโตของกำไรอยู่ที่ 400 – 500 ล้านบาท ปี 2549 ได้กำไรเพิ่มเป็น 770 ล้านบาท ตัวเลขกำไรปี 2550 อยู่ที่ 1,305 ล้านบาท และในปี 2551 คาดว่าจะมีผลกำไรรวม 1,575 ล้าน
โดยรายงานผลประกอบการไปรษณีย์ไทยว่า ที่ผ่านมาธุรกิจสื่อสารสร้างรายได้มากถึง 85% แต่เริ่มปรับลดลงเหลือ 76% ในปัจจุบัน
ดังนั้น ไปรษณีย์ไทย จึงปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่ เริ่มด้วย
1.การ “ลดภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ” ภายในองค์กร โดยขอความร่วมมือจากพนักงาน สามารถประหยัดรายจ่ายได้ในระดับหนึ่ง
2.เสริมระบบทำงานเดิมให้เกิดประสิทธิภาพ รวมถึงการหา “ช่องทางธุรกิจ” อื่น ๆ

จุดแข็งของไปรษณีย์ไทยคืออะไร?

ก่อนจะตัดสินใจว่าจะพาธุรกิจไปทางไหน ไปรษณีย์ไทยต้องถามตัวเองชัด ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนแน่ใจว่าจุดแข็งของตนคืออะไร?
สิ่งที่ถูกค้นพบ คือ เครือข่ายที่ทำการไปรษณีย์ทุกหย่อมหญ้าทั่วประเทศ (นับพันสาขา) ... รวมทั้งคลังสินค้าขนาดยักษ์อีกทั่วประเทศ
ฐานความสัมพันธ์ที่กิจการไปรษณีย์ และบุรุษไปรษณีย์ได้เพียรสร้างอย่างสม่ำเสมอยาวนานเกิน 100 ปี เมื่อแนวโน้มการสื่อสารผ่านทางจดหมายลดลง แต่ความต้องการด้านอื่นยังสดใส ไฉนเลย ปณท จะนิ่งเฉยเมินโอกาส




หัวใจคือการพัฒนาธุรกิจ?

แม้แนวโน้มการติดต่อสื่อสารทางไปรษณีย์ (ซึ่งเป็นรายได้หลักของปณท.) จะลดน้อยถอยลงไปทุกวัน (จากเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างอีเมล์ หรือข้อความสั้นทางมือถือ รวมทั้งการพูดคุยกันได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านโทรศัพท์มือถือที่ค่าบริการไม่แพงนัก) “การปรับรูปแบบการทำงานต้องให้ทันต่อยุคสมัย เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิต ในปัจจุบันกิจการไปรษณีย์ก็ได้รับผลกระทบโดยตรงเช่นกัน” กรรมการผู้จัดการคนแรกเล่า
กรณีที่เด่นชัดที่สุด คงเป็นเรื่องการส่งจดหมายที่เคยเป็นรายได้หลัก ค่อยๆ ลดบทบาทลง เพราะผู้ใช้เปลี่ยนไปส่งจดหมายอีเมล์แทน ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อไปถึงรายได้จากแสตมป์ เมื่อไม่มีผู้ใช้จดหมาย ก็ไม่มีใครซื้อแสตมป์ การขายดวงตราไปรษณีย์จึงเป็นไปในลักษณะของสะสมถึงประมาณร้อยละ 80 ทีเดียว เมื่อ รายได้จากผู้ใช้บริการงานสื่อสารของ ปณท ลดลง
ไปรษณีย์ไทยก็ไม่อยู่เฉย พยายามออกสินค้าและบริการที่ดีขึ้นอันได้ทำเองให้ดีได้ก็ทำ ถ้ามีคนทำเก่งอยู่แล้วในตลาด ก็ร่วมเป็นพันธมิตรกับเขา



ยกตัวอย่างเช่น “บริการไปรษณีย์ด่วน” (EMS)
หลังจากแยกตัวเป็นบริษัทได้ไม่นาน ไปรษณีย์ไทยก็ลงทุน “ระบบติดตาม” (Track & Trace) เพื่อให้สามารถรู้ได้ทันที ว่าจดหมายหรือพัสดุที่ส่งไปนั้น เดินทางไปถึงตรงไหนแล้ว ทัดเทียมกับผู้ให้บริการชั้นนำของโลก ตรงนั้นก็ทำให้รายได้จากธุรกิจสื่อสารเพิ่มขึ้นมาได้ ในขณะเดียวกัน การส่งพัสดุและบริการทางการเงินในรูปแบบออนไลน์กลับได้รับความ นิยม ไปรษณีย์ไทย จึงเห็นช่องทางดำเนินงาน ที่สามารถสร้างความก้าวหน้าให้กับองค์กรได้ จึงเริ่มศึกษาเกี่ยวกับระบบจัดการการขนส่ง ให้สามารถรองรับการส่งสินค้าขนาดใหญ่ขึ้นได้ พัฒนาเพิ่มน้ำหนักบริการส่งพัสดุไปรษณีย์จากเดิมส่งได้ไม่เกิน 20 กิโลกรัม ให้สามารถส่งของหนักได้ถึง 200 กิโลกรัม โดยทั้งหมดยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา อย่างไรก็ตาม ปณท.กำลังเจรจากับกรมการขนส่งทางบก เกี่ยวกับธุรกิจด้านการจัดการระบบขนส่งร่วมกัน ตั้งศูนย์ไปรษณีย์ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่ง และอำนวยความสะดวกเก็บสินค้าให้กับภาคธุรกิจขนส่งรายย่อยตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ โดยจังหวัดขอนแก่นเป็นพื้นที่เป้าหมายแห่งแรกที่สนใจ เพราะภาคอีสานมีอัตราการขนส่งสูงเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น หากการดำเนินงานโครงการขนส่งที่จังหวัดขอนแก่นเป็นไปด้วยดี ก็จะขยายโครงการสู่พื้นที่อื่นต่อไป เพราะได้เปรียบในการเข้าถึงลูกค้าได้ทุกครัวเรือนในประเทศไทย ... อย่างที่ไม่มีใครทำได้เสมอเหมือน

ตีพิมพ์ ปี 2551 (แต่เป็นการวิเคราะห์เบื้องหลังสำเร็จ)

Resource from :

http://www.brandage.com/Modules/DesktopModules/Article/ArticleDetail.aspx?tabID=2&ArticleID=1458&ModuleID=21&GroupID=474

วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ตอนที่ 1 มหัศจรรย์ 130 ปีไปรษณีย์ไทย : Miracle of 130th anniversary of Thailand post; จุดเริ่มต้นของ "กรมไปรษณีย์" เส้นทางสู่ "บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด"

             จุดเริ่มต้นของ "กรมไปรษณีย์" เส้นทางสู่ 
"บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด"



การขนส่งจดหมายเป็นภารกิจหลักของกรมไปรษณีย์ไทยมาแต่ดั้งเดิม ในปี พ.ศ. 2423 เจ้าหมื่นเสมอใจราชได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ให้ทรงจัดตั้งการไปรษณีย์ขึ้นในประเทศสยาม พระองค์จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษี สว่างวงศ์ฯ

 ทรงเตรียมการจัดตั้งการไปรษณีย์ตามแบบอย่างในต่างประเทศ และทรงแต่งตั้งให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ ฯ ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการกรมไปรษณีย์เป็นพระองค์แรก และได้เปิดรับฝากส่งหนังสือ(จดหมาย)ในเขตพระนครและธนบุรีเป็นการทดลอง


จนในที่สุดการไปรษณีย์ได้ถือกำเนิดขึ้นเป็น “กรมไปรษณีย์อย่างเป็นทางการขึ้น ในวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ (๔ สิงหาคม จึงถือเป็น วันสื่อสารแห่งชาติ) โดยมีที่ทำการไปรสะนียาคารแห่งแรก ที่ ปากคลองโอ่งอ่าง ตำบลราชบูรณะ และอาคารในพระราชอุทยานสราญรมย์


ถือเป็นจุดกำเนิดของกิจการไปรษณีย์ในประเทศไทย  ต่อมาดร. สเตฟัน (Stephan) ผู้สำเร็จราชการไปรษณีย์เยอรมัน ได้แสดงความเกื้อกูลกิจการไปรษณีย์ไทยก่อนชาติอื่น เมื่อกรมไปรษณีย์ของไทยได้ก่อตั้งขึ้นมา ๒ ปีแล้ว รัฐบาลเยอรมันีจึงได้ทำหนังสือเชิญชวนเข้าร่วมกับสหภาพสากลไปรษณีย์ (Universal Postal Union) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นควรว่า ไทยควรเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพสากลไปรษณีย์ด้วยทรงตระหนักถึงความสำคัญว่าเป็นโอกาสอันดีให้ประเทศไทย

ก้าวเข้าสู่เวทีระดับโลก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฏางค์ราชทูตไทยประจำกรุงปารีสในเวลานั้น เป็นผู้ติดต่อประสานงาน และว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญการไปรษณีย์จากต่างประเทศเข้ามาช่วยปรับปรุงกิจการไปรษณีย์ไทยให้เป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ   และในวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๔๒๘ ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิก “สหภาพสากลไปรษณีย์” พร้อมกับ กรมไปรษณีย์ได้เปิดที่ทำการแห่งที่สองขึ้นเพื่อให้บริการรับฝากและจำหน่ายไปรษณียภัณฑ์ต่างประเทศอย่างเป็นทางการ

 ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้านกิจการไปรษณีย์ของไทย ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาว่าจ้างชาวต่างชาติผู้มีความเชี่ยวชาญมาปฏิรูปกิจการไปรษณีย์ เช่นเดียวกับการปฏิรูปบ้านเมืองด้านอื่นๆ ในครั้งแรกนั้นได้มีการพิจารณาจะว่าจ้างชาวฝรั่งเศสชื่อ เมอสิเออร์เบิดเทเลีย แต่กรมหลวงภาณุพันธุวงศ์วรเดช เกรงว่าจะเป็นการซ้ำยกกรมไปรษณีย์ของสยามให้แก่ฝรั่งเศสอีกชั้นหนึ่ง และขณะเดียวกันในเวลานั้นฝรั่งเศสได้ขยายอาณานิคมมาประชิดดินแดนสยามในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหากฝรั่งเศสเข้ามามีบทบาทในกิจการโทรคมนาคมไทย ย่อมทำให้มีอิทธิพลในประเทศมากยิ่งขึ้น 
 ส่วนผู้เชี่ยวชาญจากอังกฤษนั้นได้เข้ามาปฏิบัติงานด้านไปรษณีย์ที่ฮ่องกงและสิงคโปร์อยู่ก่อน แต่เนื่องจากว่าผู้สำเร็จราชการสิงคโปร์ และกงสุลอังกฤษประจำประเทศไทย ได้แสดงทีท่าว่าต้องการให้กิจการไปรษณีย์ของไทยอยู่ภายใต้รัฐบาลอังกฤษ ไทยจึงต้องไม่ว่าจ้างอังกฤษเช่นเดียวกับที่ปฏิเสธฝรั่งเศส 
          จากนั้นจึงได้มองที่เยอรมนี ซึ่งเป็นผู้ที่แสดงให้เห็นความพร้อมเสมอมาในการต้องการช่วยเหลือเกื้อกูลกิจการไปรษณีย์ไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอเกล้าเจ้าอยู่หัว และกรมหลวงภาณุพันธุวงศ์วรเดชเห็นพ้องกันว่า ควรว่าจ้างผู้ชำนาญการซึ่งเป็นข้าราชการชาวเยอรมันมาฝึกสอนข้าราชการไทยรวมทั้งเป็นที่ปรึกษาด้านกิจการไปรษณีย์ด้วย
          พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีรับสั่งด่วนให้พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ติดว่าชาวเยอรมันในการดังกล่าว และทรงมอบหมายให้พระองค์เจ้าปฤษฎางค์เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยเข้าร่วมประชุมสหภาพสากลไปรษณีย์ในปี ๒๔๒๗ ณ กรุงเบอร์ลินด้วย ภายหลังพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฏางค์เสด็จกลับจากปารีสมาดำรงตำแหน่ง จางวางกรมไปรษณีย์ เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๒๙ กิจการไปรษณีย์ไทยจึงได้ก้าวหน้าขึ้นไปอีก โดยเฉพาะการติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศ
          ในส่วนของกิจการโทรเลขภายใต้การดำเนินงานของกรมโทรเลขนั้น ในระยะแรกนั้นทั้งอังกฤษ และฝรั่งเศส ต่างยื่นข้อเสนอในการวางระบบโทรเลขให้ไทยเชื่อมต่อไปยังต่างประเทศ แต่รัฐบาลอาจเป็นกังวลเกี่ยวกับการที่ประเทศมหาอำนาจล่าอาณานิคมทั้งสองจะสามารถติดต่อสื่อสารกับสายลับในและต่างประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงยืนยันว่าไทยจะเป็นผู้วางระบบเอง จากนั้นกิจการโทรเลขไทยก็ได้มีการพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าเป็นลำดับ ประเทศไทยก็ได้เข้าเป็นสมาชิก สหภาพโทรเลขระหว่างประเทศ”(หรือสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศหรือ ITU ในปัจจุบัน)
จะเห็นได้ว่า กิจการไปรษณีย์ และกิจการโทรเลข นั้นคือ งานบริการประชาชนเพื่อติดต่อสื่อสาร ด้วยเหตุนี้ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๑ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิธาดา เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ จึงได้มีหนังสือกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้รวม กรมไปรษณีย์ และ กรมโทรเลข เป็นกรมเดียวกัน
 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมทั้งสองกรมไว้เป็นกรมเดียวกันชื่อว่า กรมไปรษณีย์โทรเลขตั้งแต่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๑ เป็นต้นมา
ก่อนที่ภายหลังจะได้โอนกิจการโทรศัพท์กรุงเทพฯและธนบุรีให้องค์การโทรศัพท์แห่งประทศไทย
ในปี พ.ศ. 2520 ได้มีการจัดตั้ง การสื่อสารแห่งประทศไทย โดย พรบ.การสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 เป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคม โดยรับมอบกิจการด้านปฏิบัติการและกิจการให้บริการไปรษณีย์จากกรมไปรษณีย์ โทรเลขมาดำเนินการ เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2520 และได้ปรับปรุงพัฒนาบริการมาตลอด
พ.ศ. 2542 รัฐบาลมีนโยบายแปรสภาพรัฐวิสาหกิจ กิจการไปรษณีย์ถูกแยกออกจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย และก่อตั้งเป็นบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เมื่อวันที่ 14 ส.ค.2546 มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยปรับปรุงภาพลักษณ์องค์กรใหม่ พัฒนาคุณภาพบริการ และขยายขอบเขตการให้บริการในเชิงธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต และการเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน

 ภาพ ไปรสนียาคารจำลอง บริเวณสะพานพระปกเกล้า



Resource from :


"ไปรษณีย์ไทย:ปฏิวัติสำเร็จ "ใน http://www.brandage.com/Modules/DesktopModules/Article/ArticleDetail.aspx?tabID=2&ArticleID=1458&ModuleID=21&GroupID=474


"หน่วยงานโทรคมนาคมแรกแห่งสยามในรัชกาลที่ ๕"ใน
 http://www.torakom.com/article_index.php?sub=article_show&art=309


สมเด็จ วังบูรพา” บิดาการสื่อสารไทย ใน
 http://www.torakom.com/article_index.php?sub=article_show&art=304